Stock Selection by Benjamin Graham#2 (จบ)

11/02/2009

   ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เหลืออีก 5 ข้อครับ  ข้อ 3 กับข้อ 4 นี่ เราก็คงจะหาหุ้นที่เข้าคุณสมบัติตามที่บอก ยากพอๆ กันครับ เพราะอดีตหรือสตอรี่ของหุ้นไทยเราพึ่งมีมา 30 กว่าปีเองครับ  สำหรับข้อ 3 อาจจะพอไหว  ถ้านับย้อนไป 10 ปี ก็ประมาณปี 2541 -2542 ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง  หลายๆ บริษัทตายจากไป  บางบริษัทที่รอดมาได้ก็อยู่ในช่วงเริ่มฟื้นกิจการ  เหมือนคอมพิวเตอร์ที่รประกอบใหม่  ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่  อยู่บนเมนบอร์ดเดิมที่ยังพอรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้  เหมือนทะเลหรือบ้านเรือนที่ต้องซ่อมแซมหลังจากคลื่นยักษ์ซึนามิพึ่งผ่านไป  คงจะมีน้อยบริษัทจริงๆ ที่จะมีชีวิตรอดได้อย่างแข็งแกร่ง  แต่ถึงจะมีกำไรหรือยอดยายไม่ผันผวนก็จริงๆ แต่ก็อยู่ในระดับไม่มากนัก  อาจจะไม่หวานหอมพอสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง  ยิ่งเรื่องเงินปันผลในข้อ 4  นั้นยิ่งหายากมากๆ เพราะว่ามันเป็นผลต่อเนื่องจากกำไรและยอดขายที่ดีนั่นเอง  ส่วนข้อ 5-7 นั้น  ก็สุดแล้วแต่นักลงทุนแต่ละท่านจะเล็งตัวไหนไว้น่ะครับ  ก็ลองเอาตัวเลขหรือหลักการของ เบนจามิน เกรแฮม มาคำนวณเอากันเอง  และก็ปรับใช้ให้เข้าสภาพวะความเป็นจริงของประเทศไทยก่อนเลือกลงทุนให้เหมาะสมน่ะครับ  อย่าลืมว่าเรื่องราวของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ  โดยเฉพาะในอเมริกา  ดังนั้นจะนำวิธีเค้ามาตรงๆ สงสัยคงจะสำเร็จยากอยู่ไม่น้อย  การเล่นหุ้นต้องใช้กลยุทธ์ นั่นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม (ตลาด) ให้กลมกลืน  สุดท้ายนี้มีข้อคิดเห็นอะไร หรือว่าผมเขียนอะไรผิดพลาดไป ก็คอมเมนท์กันได้เลยครับ


Stock Selection By Benjamin Graham #1

30/01/2009

     จากหนังสือของ The Intelligent Investor ของเบนจามิน เกรแฮม  ที่เรียกได้ว่าเป็นกูรูด้าน Value Investment ท่านหนึ่ง  ในหนังสือบทหนึ่งได้กล่าวถืงการเลือกหุ้นสำหรับนักลงทุนที่เรียกว่า Defensive  มีใจความสำคัญ  และหลักการที่สามารถสรุปได้เป็นหัวข้อดังนี้ครับ

   1.Adequate Size of The Enterprise  คือขนาดของธุรกิจต้องใหญ่พอ  ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าขนาดที่เหมาะสมก็คือ มียอดขาย 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสำหรับบริษัทที่ผลิตแล้วขาย  และมีสินทรัพย์รวมอย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับ “Public Utility” หรือกิจการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค

   2.งบการเงินที่ดี  ในที่นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น  ในอุตสาหกรรมผลิตทั่วไป  ควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนเป็น 2 เท่าของหนี้สินหมุนเวียน  หนี้สินระยะยาว (long-term debt) ไม่ควรมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน  ในกิจการสาธารณูปโภค หรือหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน หนี้สินไม่ควรมากกว่า 2เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น(ณ มูลค่าตามบัญชี)

   3.มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวน  หรือมีเสถียรภาพ  ย้อนหลัง 10 ปี 

   4.มีการจ่ายปันผลต่อเนื่อง  อย่างน้อย 20 ปีย้อนหลัง

   5.อัตราการเจริญเติบโตของกำไร  อย่างน้อย 1 ใน3 สำหรับ EPS ใน 10 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งใช้ข้อมูลเฉลี่ย 3 ปี

   6. ราคาหุ้นในปัจจุบัน  ไม่ควรมากกว่า 15 เท่าของ ค่าเฉลี่ยของ EPS ย้อนหลัง 3 ปี

   7.ราคาไม่ควรมากกว่า 1.5 เท่าของ Book Value ล่าสุด

   ในแง่ของเมืองไทยแล้วถ้าจะหาหุ้นที่ดีที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อ  หรือ 4 จาก 7 ข้อได้ก็นับว่ายากอยู่นะครับ  สำหรับข้อ 1 นั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงบอกเต็มปากเต็มคำไม่ได้  เพราะว่าถ้าดูเป็นตัวเลขและหน่วยเงินของสกุลเงินในประเทศไทยกับสหรัฐนั้นก็คงต่างกันครับ  แต่ถ้าลองย่อส่วนหรือปรับสัดส่วนลงมาให้เหมาะกับ size ของประเทศไทยก็น่าจะได้อยู่  เครื่องวัดตัวนึงที่น่าจะเอามาใช้ได้ก็คือ เอาขนาดของธุรกิจที่ว่าเล็กหรือใหญ่นั้น  เทียบกับ GDP ของประเทศ  ซึ่งเป็นเครื่องชี้ขนาดของเศรษฐกิจเป็นตัวหาร  แล้วเราก็จะได้ขนาดของธุรกิจที่เหมาะสมที่คุณเบนจามิน  เกรแฮม กล่าวไว้

   ส่วนข้อ 2 นั้นบริษัทหลายบริษัทก็มีช่วงเวลาที่ปลอดหนี้ระยะยาวเลยก็มี  ซึ่งโดยมากเป็นกิจการที่รับเงินสด อำนาจต่อรองกับ supplier มีสูง  ในประเทศไทยที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือ  กลุ่มค้าปลีก  หรือแม้กระทั่งปริษัทที่ค่อนไปในทางจะอิ่มตัวแล้ว  หรือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเป็นตัวหารายได้  เช่นโรงแรมบางแห่งที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง  อัตราการเข้าพักมีสูง  และไม่มีการขยายสาขาในช่วงระยะเวลาที่เราพิจารณา  อีก 5 ข้อที่เหลือ  ไว้ต่องวดหน้านะครับ


ROE & ROA

23/01/2009

  หลายครั้งที่นักลงทุนในหุ้นหรือในโครงการใด ๆ มักจะนิยมใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ พยากรณ์ หรือใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการชี้วัดความสามารถในด้านต่าง ๆ ของหุ้นหรือบริษัทหรือโครงการนั้นๆ และอัตราส่วนตัวหนึ่งที่มักให้ความสำคัญกันมากตัวหนึ่งก็คือ อัตราผลตอบแทนของการลงทุนที่มีต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนไป  นั่นก็คือ ROE (Return on Equity)  ซึ่งก็เขียนออกมาได้ดังสมการก็คือ     ROE = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น *100 เทียบออกมาได้เป็น  X.XX %   ซึ่งหาดูได้ง่ายจากเวบไซต์ของตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งอำนวยความสะดวกคำนวณไว้ให้พร้อม

  โดยทั่วไปนักลงทุนจะเน้นและให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญอย่าง ROE  ซึ่งตัวเลขนี้วิธีดูก็ง่าย ๆ คือยิ่งมากๆ ยิ่งดี  อย่างน้อย 12 % ขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว  แต่ความจริงที่เราต้องดูละเอียดมากไปกว่านั้นก็คือ  ROE นั้น  อาจจะสูงโดยเป็นการสูงแบบมีความเสี่ยง  หรือว่าอาจจะเป็นการสูงที่มีคุณภาพ  คือมาพร้อมกับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย  ซึ่งนักลงทุนทั่วไปก็คงอยากได้อย่างหลังนี้มากกว่า

   หลักการก็คือ  แหล่งที่มาของสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว  เราอย่าลืมหลักญชีพื้นฐานเรื่องงบดุลก็คือ  แหล่งที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการนำไปใช้นั้น  ยังมีที่มาจากหนี้สินและส่วนของทุน  ดังนั้น ค่า ROE ที่สูงมากๆ เราก็ต้องดูด้วยว่า กำไรสูงจริง  หรือว่าส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก  แต่ดันมีหนี้สินมากมาย  อันนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรที่ไม่มีคุณภาพ  ถ้าต้องเลือกหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง  ก็คงขอเลือกหุ้นที่มีหนี้สินน้อย ๆ ดีกว่า  น่าจะปลอดภัยกว่า

   อีกสิ่งหนึ่งคือ ROA ซึ่งเป็นอีกตัวหนึ่งที่จะมาช่วยเราวิเคราะห์การทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีและสามารถช่วยบอกเราได้ว่าบริษัทบริหารกิจการไปอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน  ซึ่งการคำนวณค่า ROA คือ return/asset*100  ถ้า ROA สูงขึ้นจากการที่มี Return สูงขึ้น  นั่นก็ หมายถึงกิจการมีความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์สูงขึ้น  และถ้าโครงสร้างแหล่งที่มาของสินทรัพย์ไม่เปลี่ยน (หนี้สิน+ทุน) ไปในทางที่หนี้สินมากขึ้น  อันนี้ก็ถือว่าบริษัทสามารถทำได้ดีทั้งการบริหารงาน (สินทรัพย์) และการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น (ROE) ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ 

   แต่ถ้า  ROA สูงขึ้นจริงและ อาจเนื่องมาจากสินทรัพย์ด้อยค่าลงตามมูลค่าตลาด  หรืออาจโดนตัดค่าเสื่อมราคา) อันนี้ก็ขอให้ทำเครื่องหมายมาร์คเกอร์เอาไว้ครับว่า  บริษัทนั้นอาจกำลังบริหารงานได้แย่ลง  สินทรัพย์เริ่มไม่เกิดประโยชน์  ถึงแม้ว่าจะมองในแง่ดีได้ว่าสินทรัพย์ลดลงแต่ยังบริหารงานได้กำไรเท่าเดิมหรือดีขึ้น  แต่สำหรับนักลงทุนในระยะยาวบางท่านอาจมองว่า  ในอนาคตอาจไม่เหลือสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพอที่จะให้ทำกำไรอีกต่อไปก็ได้  และก็คงไม่ต้องพูดถึง ROA ที่มีค่าน้อยหรือมีค่าลดลงหลาย ๆ ปีติดต่อกัน  อันนี้ก็คงจะพอบ่งบอกได้ว่าบริษัทบริหารงานและสินทรัพย์ของกิจการได้ไม่ดีแน่ ๆ

  ดังนั้นในการพิจารณาผลตอแทนจากการลงทุนในกิจการหรือหุ้นของบริษัทใดโดยดู ROE เป็นหลักนั้น  สิ่งที่เราควรดูควบคู่ไปด้วยก็คือการดู  ROA ควบคู่ไปด้วย  ดูว่าสินทรัพย์นั้นมีคุณภาพ  หรือบริษัทนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือไม่  มีศักยภาพในการทำกำไรรึป่าว  หรือเพียงแค่ซื้อไว้ให้มูลค่าสินทรัพย์โตขึ้นเฉย ๆ แต่ว่าไม่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว  ก็จะโดนตัดค่าเสื่อมเฉย ๆ ตามระยะเวลาหรืออายุงานของสินทรัพย์นั้น ๆ อยู่ดี  ในประเด็นของผู้ถือหุ้นหรือโครงสร้างหนี้  ก็คงต้องดูทั้งมูลค่า  และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน  ให้อยู่ในระดับปลอดภัยในระยะยาว  และเพียงพอต่อการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นให้เป็นที่น่าพอใจ  แค่นี้ก็น่าจะพอทำให้การวิเคราะห์งบการเงินของกิจการไม่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรือตกหลุงพรางของบริษัทได้นะครับ


ประวัติของกีฬาโอลิมปิก

18/08/2008

     ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขา “โอลิมปัส” ในประเทศกรีซ โดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขัน เพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกาย และยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชาย ห้ามผู้หญิงเข้าชม ดังนั้นผู้ชมจะต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขา ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้น สถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด ดังนั้น ในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันลงมาที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น โดยให้ผู้เข้าแข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจัดอย่างเป็นระเบียบเป็นทางการ มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน ประเภทกรีฑาที่แข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้ มี 5 ประเภท คือ วิ่ง, กระโดด, มวยปล้ำ, พุ่งแหลน และขว้างจักร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล คือ มงกุฎที่ทำด้วยกิ่งไม้มะกอกซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเอง และได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐ ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า

     การแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ที่เดิมเป็นประจำทุก ๆ สี่ปี และถือปฏิบัติติดต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่ จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้ว จึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อ ๆ มา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรก ๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวที่จัดแข่งขันกันในครั้งแรกก็ยังได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า เพ็นตาธรอน หรือ ปัญจกรีฑา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนไปตามเวลา

     การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) จักรพรรดิธีโอดอซิดุชแห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม คือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรลซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันนี้เสีย
ตลอดระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้น ณ บริเวณที่แห่งเดียว คือ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่ว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก”